เกร็ดประวัติและปกิณกธรรมของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

จากหนังสือ “รำลึกวันวาน” หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ

หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ (หรือในอดีต คือ พระอาจารย์ทองคำ ญาโณภาโส) เป็นพระอุปัฏฐากผู้ใกล้ชิด หลวงปู่มั่น อยู่หลายปี ได้มีโอกาสอยู่กับท่านทั้งในช่วงที่ หลวงปู่มั่น จำพรรษาอยู่ที่ บ้านโคกและบ้านนามน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ระยะ พ.ศ. 2486-2487

จนเมื่อ หลวงปู่มั่น ย้ายมาอยู่ที่ วัดป่าบ้านหนองผือ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร พ.ศ. 2488-2492 ท่านก็ได้ติดตามมาอยู่ด้วย ได้เป็นผู้อุปัฏฐาก หลวงปู่มั่น ร่วมกับ พระอาจารย์วัน อุตตโม และ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต จนกระทั่ง หลวงปู่มั่น มรณภาพ

แม้ว่าท่านจะได้ลาสิกขาไปเมื่อครั้งพรรษาประมาณ 20 เศษ แต่เมื่ออายุได้ 70 ปี ได้กลับมาบวชอีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ.2536 หลวงตาทองคำ เป็นผู้ที่มีความจำแม่นยำ ได้เขียนบันทึกนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2541 ขณะอายุ 75 ปี

คำปรารภ

เมื่อ พ.ศ. 2541 ข้าพเจ้าได้จำพรรษาที่ วัดปทุมรังสี อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นวัดที่ ท่านเจ้าคุณพระมหาชัยทวี คุตตจิตโต ซึ่งข้าพเจ้ารักและเคารพไปสร้างไว้ พอออกพรรษา ได้มาพักกับท่านที่ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร

บางโอกาสได้นั่งสนทนาธรรมกับท่านเจ้าคุณฯ ท่านได้กล่าวถึง ท่านพระอาจารย์มั่น ในเรื่องเกี่ยวกับธรรมะบ้าง เกี่ยวกับบุคคล โบราณสถาน โบราณวัตถุบ้าง ท่านเจ้าคุณฯ สนใจเป็นพิเศษ ได้ขอให้ข้าพเจ้าเขียนขึ้นมา

ข้าพเจ้าสนใจเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ เกี่ยวกับบุคคล วัตถุโบราณ สถานโบราณ ประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ ได้ฟังแล้วจะไม่ลืม หลายปีก็ไม่ลืม พอไปฟังเทศน์ ท่านพระอาจารย์มั่น จึงถือเป็นกรณีพิเศษ

บางเรื่องท่านฯ จะเล่าขณะที่ข้าพเจ้าได้ถวายการนวด หลังจากท่านเทศน์เสร็จแล้ว นอกจาก ข้าพเจ้าที่ได้ฟังแล้ว ก็มี ท่านอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร ท่านอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านอาจารย์หล้า เขมปตฺโต ท่านก็พูดแต่ไม่มาก แต่สองรูปที่ท่านพูดให้ฟังมาก คือ ข้าพเจ้า กับ ท่านอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร

ส่วน ท่านอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านเป็นเจ้าปัญญา ท่านพระอาจารย์ไม่ได้พูดโดยตรง จะพูดโดยอ้อม สลับมากับพระธรรมเทศนา ด้วยสติปัญญาของท่านสูงส่ง ท่านก็เลยนำมาเขียน แต่บางอย่างก็ผิดกันกับข้าพเจ้า บางอย่างก็ถูกกัน โดยเฉพาะเนื้อหาสาระสำคัญ จะผิดกันบ้างก็คงเป็นส่วนปลีกย่อย

บางเรื่องก็เกิดจาก อัตถุปัตติเหตุ เช่น เรื่องพระพุทธเจ้าเป็นบรรพบุรุษของคนไทย จากสาเหตุกระดาษห่อธูป ที่บริษัทผู้ผลิตเอารูปพระพุทธเจ้ามาเป็นเครื่องหมายการค้า ข้าพเจ้าได้เก็บนำไปถวายให้ท่านฯดู ท่านฯก็เลยเทศน์ให้ฟัง ขณะนั้น เพื่อนภิกษุยังไม่ขึ้นไปกุฏิท่าน ซึ่งเป็นการกลับตาลปัตร เพราะเรื่องนี้ไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์ และ คัมภีร์ในพระพุทธศาสนา ทำให้ผู้ฟังงงงวยสับสนขึ้น เมื่อเรื่องมีอย่างนี้ ขอให้อยู่ในดุลยพินิจ จงสื่อเอาแต่ผลประโยชน์เกื้อกูลเถิด

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นพระนักปฏิบัติ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า พระนามว่า โคดม ในยุค 2,000 ปี เป็นสาวกที่มีลักษณะสมบูรณ์แบบ ด้วยลักษณะภายนอกและภายใน เพราะเหตุนั้น ชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์เกียรติคุณของท่าน จึงขจรขจายถึงทุกวันนี้ แทนที่จะเป็น 60 ปีแล้วก็เลือนหายไป กลับเพิ่มขึ้นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะบุคลิกของท่านนั้น เป็นบุคลิกที่สมบูรณ์แบบ ในความรู้สึกของผู้เล่า ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นบุคคลน่าอัศจรรย์ในยุคนี้

ขอให้ท่านสังเกตดูในรูปภาพ คิ้ว คาง หู ตา จมูก มือ และ เท้า ตลอดชีวิตของท่านนั้น ท่านเดินทางข้ามเขาไปไม่รู้กี่ลูก จนเท้าพอง ไม่ใช่ เท้าแดงหรือเท้าเหลือง

คิ้วท่านมีไฝตรงระหว่างคิ้ว ลักษณะคล้ายกับ พระอุณาโลมของพระพุทธเจ้า ไฝอันนี้เป็นจุดดำเล็กๆ ไม่ได้นูนขึ้นมา มีขนอ่อน 3 เส้น ไม่ยาวมาก และ โค้งหักเป็นตัวอักษร ก เป็นเส้นละเอียดอ่อนมาก ถ้าไม่สังเกตจะไม่เห็น ขณะท่านปลงผม จะปลงขนนี้ออกด้วย แต่จะขึ้นใหม่ในลักษณะเดิมอีก

ใบหูของท่าน มีลักษณะ หูยาน จมูกโด่ง แววตาของท่านก็เหมือนแววตาไก่ป่า บางคนอาจไม่เคยเห็นไก่ป่า คือ เป็นวงแหวนในตาดำ มือของท่าน นิ้วชี้จะยาวกว่า แล้วไล่ลงมาจนถึงนิ้วก้อย นิ้วเท้าก็เหมือนกัน

หลวงปู่หล้าท่านก็เคยเล่าว่า เวลาล้างเท้า หลวงปู่มั่น เห็นฝ่าเท้าของท่านเป็นลายก้นหอย 2 อัน และ มีรอยอยู่กลางฝ่าเท้า เหมือนกากบาท เวลาท่านเดินไปไหน ท่านเดินก่อน สานุศิษย์จะไม่เหยียบรอยท่าน พอท่านเดินผ่านไปแล้ว ชาวบ้านจะไปมองดู จะเห็นเป็นลายตารางปรากฏอยู่ทั้งสองฝ่าเท้า

รอยนิ้วเท้าก็เป็นก้นหอยเหมือนกัน จะเรียก ก้นหอยหรือวงจักร ก็ได้ มีอันใหญ่กับอันเล็ก 2 อัน เป็นลักษณะพิเศษของท่าน (หลวงปู่จันทร์โสม กิตติกาโร วัดป่านาสีดา อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ได้เล่าเสริมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ขณะหลวงปู่จันทร์โสม พักอยู่วัดป่าบ้านหนองผือนั้น ได้ถวายการนวดหลวงปู่มั่น เมื่อท่านหลับแล้ว หลวงปู่ได้พลิกดูฝ่ามือของหลวงปู่มั่น พบว่า มีเส้นกากบาทเต็มฝ่ามือทั้งสองข้าง และ มือท่านก็นิ่มมาก)

อริยวาส อริยวงศ์

เรื่องมีอยู่ว่า สมัยที่ผู้เล่าอยู่กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่บ้านหนองผือ มีชาวกรุงเทพมหานคร ไปกราบนมัสการ ถวายทานฟังเทศน์ และ ได้นำกระดาษห่อธูป มีเครื่องหมายการค้ารูปตรา พระพุทธเจ้า (บัดนี้รูปตรานั้นไม่ปรากฏ) ตกหล่นที่บันไดกุฏิท่าน พอได้เวลาผู้เล่าขึ้นไปทำข้อวัตรปฏิบัติท่านตามปกติ พบเข้าเลยเก็บขึ้นไป

พอท่านเหลือบมาเห็น ถามว่า “นั่นอะไร”

“รูปพระพุทธเจ้าขอรับกระผม”

ท่านกล่าว “ดูสิคนเรา นับถือพระพุทธเจ้า แต่เอา พระพุทธเจ้า ไปขายกิน ไม่กลัวนรกนะ”

แล้วท่านก็ยื่นให้ผู้เล่า บอกว่า “ให้บรรจุเสีย”

ผู้เล่าเอามาพิจารณาอยู่ เพราะไม่เข้าใจคำว่า “บรรจุ” จับพิจารณาดู พระพักตร์เหมือนแขกอินเดีย ผู้เล่าอยู่กับท่านองค์เดียว ท่านวันยังไม่ขึ้นมา

ท่านพูดซ้ำอีกว่า “บรรจุเสีย”

“ทำอย่างไรขอรับกระผม”

“ไหนเอามาซิ”

ยื่นถวายท่าน ท่านจับไม้ขีดไฟมาทำการเผาเสีย และ พูดต่อว่า

“หนังสือธรรมะสวดมนต์ ที่ตกหล่นขาดวิ่นใช้ไม่ได้แล้ว ก็ให้รีบบรรจุเสีย กลัวคนไปเหยียบย่ำ จะเป็นบาป”

ผู้เล่าเลยพูดไปว่า “พระพุทธเจ้า เป็นแขกอินเดีย นะกระผม”

ท่านตอบ “หือ คนไม่มีตาเขียน เอา พระพุทธเจ้า ไปเป็นแขกหัวโตได้”

ท่านกล่าวต่อไปว่า

อันนี้ได้พิจารณาแล้วว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนไทย พระอนุพุทธสาวก ในยุคพุทธกาล ตลอดถึงยุคปัจจุบัน ล้วนแต่ไทย ทั้งนั้น

ชนชาติอื่น แม้แต่ สรณคมน์และศีล5 เขาก็ไม่รู้ จะเป็น พระพุทธเจ้า ได้อย่างไร ดูไกลความจริงเอามากๆ

เราได้เล่าให้เธอฟังแล้วว่า ชนชาติไทย คือ ชาวมคธ รวมรัฐต่างๆ มี รัฐสักกะ เป็นต้น หนีการล้างเผ่าพันธุ์มา ในยุคนั้น และ ชนชาติพม่า คือ ชาวรัฐโกศล เป็นรัฐใหญ่ รวมทั้งรัฐเล็กๆ จะเป็น วัชชี มัลละ เจติ เป็นต้น

ก็ทะลักหนีตายจากผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยโมหะอวิชชา มาผสมผสานเป็นมอญ (มัลละ) เป็นชนชาติต่างๆ ในพม่าในปัจจุบัน

ส่วน รัฐสักกะ ใกล้กับ รัฐมคธ ก็รวมกันอพยพมา สุวรรณภูมิ ตามสายญาติที่เดินทางมาแสวงโชคล่วงหน้าก่อนแล้ว”

ผู้เล่าเลยพูดขึ้นว่า “ปัจจุบัน พอจะแยกชนชาติในไทยได้ไหม ขอรับกระผม”

“ไม่รู้สิ อาจเป็น ชาวเชียงใหม่ ชาวเชียงตุง ในพม่า ก็ได้”

ขณะนั้น ท่านวัน ขึ้นไปพอดี ตอนท้ายก่อนจบ ท่านเลยสรุปว่า

“อันนี้ (หมายถึงตัวท่าน) ได้พิจารณาแล้ว ทั้งรู้ทั้งเห็นโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น”

ผู้เล่าพูดอีกว่า “แขกอินเดียทุกวันนี้ คือ พวกไหน ขอรับกระผม”

ท่านบอก “พวกอิสลาม ที่มาไล่ฆ่าเราน่ะสิ”

“ถ้าเช่นนั้น ศาสน์พราหมณ์ ฮินดู เจ้าแม่กาลี การลอยบาปแม่น้ำคงคา ทำไมจึงยังมีอยู่ รวมทั้ง ภาษาสันสกฤต ด้วย”

“อันนั้นเป็นของเก่า เขาเห็นว่าดี บางพวกก็ยอมรับเอาไปสืบต่อๆ กันมาจนปัจจุบัน ส่วนพวกเรา พระพุทธเจ้า สอนให้ละทิ้งหมดแล้ว เราหนีมาอยู่ทางนี้ พระพุทธเจ้า สอนอย่างไร ก็ทำตาม”

ท่านยังพูดคำแรงๆ ว่า “คุณตาบอดตาจาวหรือ เมืองเรา วัดวา ศาสนา พระสงฆ์ สามเณร เต็มบ้านเต็มเมืองไม่เห็นหรือ”

(ตาบอดตาจาว เป็นคำที่ท่านจะกล่าวเฉพาะกับผู้เล่า)

“แขกอินเดีย เขามีเหมือนเมืองไทยไหม ไม่มี มีแต่จะทำลาย โชคดีที่อังกฤษมาปกครอง เขาออกกฎหมาย ห้ามทำลายโบราณวัตถุ โบราณสถาน แต่ก็เหลือน้อยเต็มที ไม่มีร่องรอยให้เราเห็น อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าเลย ตัวเธอเองนั่นแหละ ถ้าได้ไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวอินเดีย จ้างเธอก็ไม่ไปเกิด”

“ของเหล่านี้นั้น ต้องไปตามวาสตามวงศ์ตระกูล อย่างเช่น วงศ์พระพุทธศาสนาของเรานั้น เป็นอริยวาส อริยวงศ์ อริยตระกูล เป็นวงศ์ที่พระพุทธเจ้าจะมาอุบัติ คุณแปลธรรมบทมาแล้ว คำว่า ปุคฺคลฺโล ปุริสาธญฺโญ ลองแปลดูซิว่า พระพุทธจะเกิดในมัชฌิมประเทศ หรืออะไรที่ไหนก็แล้วแต่ จะเป็นที่อินเดีย หรือที่ไหนก็ตาม ทุกแห่งตกอยู่ในห้วงแห่งสังสารวัฏฏ์ ถึงวันนั้น พวกเราอาจจะไปอยู่อินเดียก็ได้”

“พระพุทธเจ้า ทรงวางพุทธศาสนาไว้ จะเป็นระหว่าง พุทธันดรก็ดี สุญญกัปปก็ดี ที่ไม่มีพระพุทธศาสนา แต่ชนชาติที่ได้เป็น อริยวาส อริยวงศ์ อริยประเพณี อริยนิสัย ก็ยังสืบต่อไปอยู่ ถึงจะขาด ก็ขาดแต่ผู้ได้สำเร็จมรรคผลเท่านั้น เพราะว่าจากบรมครู ต้องรอบรมครูมาตรัสรู้ จึงว่ากันใหม่”

ผู้เล่าได้ฟังมาด้วยประการฉะนี้แล

ความเป็นมาของชาวไทย

พระปฐมเจดีย์ เป็นเจติยสถานที่ตั้งอยู่ใน ประเทศสุวรรณภูมิ ที่เรียกว่า “แหลมทอง” คือ ประเทศไทย ในปัจจุบัน

ท่านพระอาจารย์มั่น เล่าว่า เมื่อครั้งมีการทำสังคายนาครั้งที่ 3 นั้น พิเศษคือ มีพระมหากษัตริย์ทรงพระปรีชาสามารถอันกว้างไกล เห็นว่า พระพุทธศาสนา มารวมเป็นกระจุกอยู่ที่ ชมพูทวีป หากมีอันเป็นไปจากเภทภัยต่างๆ พระพุทธศาสนา อาจสูญสิ้นก็ได้ จึงมีพระประสงค์จะเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ไปยังนานาประเทศ สำหรับพระสงฆ์สายต่างๆ ผู้เล่าจะไม่นำมากล่าว จะกล่าวเฉพาะที่มายัง สุวรรณภูมิประเทศ ตามที่ท่านพระอาจารย์เล่าให้ฟัง

ท่านที่เป็นหัวหน้ามา สุวรรณภูมิ คราวนั้น ตามประวัติศาสตร์ที่ได้จารึกไว้ คือ ท่านพระโสณะ และท่านพระอุตตระ

การส่งพระสงฆ์ไปประกาศพุทธศาสนา คราวสังคายนาครั้งที่ 3 นั้น อย่าเข้าใจว่า จัดแจงบริขารลงในบาตรและย่าม ครองผ้าเสร็จก็ออกเดินทางได้ ต้องมีการจัดการเป็นคณะ มากพอสมควร รวมทั้ง พระสหจร และ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ด้วยเป็นกระบวนใหญ่

การเดินทางรอนแรมระยะไกลไปต่างประเทศ พระสงฆ์ ผู้เป็นหัวหน้า และ สหจร ท่านคงมีสายญาติและญาติโยมผู้เคารพนับถือตามไปด้วย คงไม่ปล่อยให้ท่านเหล่านั้น เดินทางไปลำบาก ต้องมีคณะติดตาม เพื่อจะได้คอยช่วยเหลือหุงหาเสบียงอาหาร ในระหว่างเดินทาง อีกอย่างหนึ่ง หากพบภูมิประเทศที่เหมาะสม ก็ตั้งถิ่นฐานแสวงโชคอยู่ที่ สุวรรณภูมิประเทศ ได้ จึงได้พากันมาเป็นกระบวนใหญ่

ชนชาติเจ้าของถิ่นเดิมที่อาศัยอยู่ใน สุวรรณภูมิประเทศ มีอยู่แล้ว แต่คงไม่มาก หากมีอันตรายจากสัตว์ร้ายและเภทภัยต่างๆ มาย่ำยีเบียดเบียน การป้องกันก็ลำบาก เพราะกำลังไม่พอ

นครปฐม คงเป็นที่รวมชุมชนกระบวนการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา และ นักแสวงโชคจาก ชมพูทวีป คงเอาที่นั้นเป็นจุดเริ่มต้น ชาวสุวรรณภูมิ ก็คงได้ยินกิตติศัพท์เช่นกัน จึงต้อนรับด้วยความยินดี

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ดี การแสวงโชคของญาติโยมที่ตามมาก็ดี ได้รับการสนับสนุนด้วยดี ประกอบกับผืนแผ่นดินก็กว้างใหญ่ไพศาลอุดมสมบูรณ์ ชาวประชาถิ่นเดิมก็ยอมรับนับถือพระรัตนตรัย และ ศีล5 มีการสร้างวัดถวาย คงเป็น วัดพระปฐมเจดีย์ เดี๋ยวนี้

ส่วนนักแสวงโชค ก็คงประกอบสัมมาอาชีพไปตามความสามารถ และ ปฏิบัติพระสงฆ์ไปด้วยพร้อมๆ กัน นี้คือ ชนชาวชมพูทวีป ที่ได้เข้ามาสู่ ดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นครั้งแรก

นักแสวงโชคเหล่านั้น เมื่อประสบโชคแล้ว แทนที่จะหยุดอยู่แค่นั้น ก็นึกถึงญาติๆ ทางชมพูทวีป กลับไปบอกข่าวสารแก่ญาติๆ จึงมีการอพยพย้ายถิ่นฐานตามกันมาอีก

ลุศักราช ประมาณ 500 ถึง 900 ปี หลังพุทธปรินิพพาน อาเพศเหตุร้ายก็เริ่มเกิดขึ้น เนื่องจาก ชนชาติชาวเปอร์เซีย ในปัจจุบัน คือ แถบตะวันออกกลาง เกิดมีลัทธิอย่างหนึ่งขึ้นมา ในปัจจุบัน คือ ศาสนาอิสลาม ได้จัดขบวนทัพอันเกรียงไกร รุกรานเข้าสู่ชมพูทวีป คือ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน

อินเดียสมัยนั้นมี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสรณะที่พึ่งอาศัยของ ชาวชมพูทวีปทั้ง 7 รัฐ รวมทั้ง ชาวศากยวงศ์ ของพระองค์ อยู่ด้วยกันฉันท์พี่น้อง การเตรียมรบจึงไม่เพียงพอ เมื่อกองทัพอันเกรียงไกรยกเข้ามา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แบบสิ้นชาติก็เกิดขึ้น

การหนีตายอย่างทุลักทุเลของรัฐเหล่านั้น จะเป็นอย่างไร มหาวิทยาลัยนาลันทาเอย พระเวฬุวันเอย พระเชตวันเอย บุพพารามเอย รวมทั้ง พระสงฆ์เป็นหมื่นๆ ประวัติศาสตร์ก็ได้จารึกไว้แล้ว ตายเป็นเบือ ราบเรียบเป็นหน้ากลอง

ชาวรัฐโกศล และ รัฐเล็กรัฐน้อย เช่น ลิจฉวี มัลละ ก็ทะลักเข้าสู่ ดินแดนชเวดากอง คือ พม่า มอญ ไทยใหญ่ ในปัจจุบัน

ชาวมคธรัฐ มีเมืองราชคฤห์ เป็นราชธานี ก็หนีตามสายญาติที่เดินทางมาก่อนแล้ว มุ่งสู่สุวรรณภูมิ รวมทั้งรัฐเล็กรัฐน้อย มี รัฐสักกะ โกลิยะ และอื่นๆ ก็ติดตามมาด้วย

แยกเป็นสองสาย สายหนึ่ง ไปทาง โยนกประเทศ คือ รัฐฉาน ปัจจุบันอยู่ในพม่า และเลยไปถึง มณฑลยูนนานของประเทศจีน

รัฐใหญ่ในครั้งพุทธกาล คือ รัฐมคธ เป็น ไทยในปัจจุบัน , รัฐโกศล คือ พม่า (เมียนมาร์ในปัจจุบัน)

ท่านพระอาจารย์ เล่าว่า พม่า และ ไทย พระพุทธเจ้า ทรงโปรดและตรัสสอนเป็นพิเศษ สองประเทศนี้ จึงมีพระพุทธศาสนาที่มั่นคงมายาวนาน และ จะยาวนานต่อไป

แต่พม่าเป็นเมืองเศรษฐีอุปถัมภ์ สมัยเป็นชาวโกศล ก็มีคหบดี คือ ท่านอนาถบิณฑิกะและนางวิสาขา เป็นผู้อุปถัมภ์

แต่ไทยมี องค์พระมหากษัตริย์ เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก พิเศษกว่าพม่า

ชาวพม่า มีอุปนิสัยทุกอย่าง โดยเฉพาะ ความซื่อสัตย์ เหมือนคนไทย เป็นมิตรคู่รักคู่แค้น จะฆ่ากันก็ไม่ได้ จะรักกันก็ไม่ลง ท่านว่าอย่างนี้

สมัยพุทธกาล รัฐมคธ มีปัญหาอะไรก็ช่วยกัน บางคราวก็รบกัน ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ มาเป็นไทยเป็นพม่า ก็รบกัน ประวัติศาสตร์ก็จารึกไว้แล้ว

ส่วนพระปฐมเจดีย์นั้น ผู้เล่ากราบเรียนถามท่านพระอาจารย์ ท่านตอบว่า คงจะสร้างเป็นอนุสรณ์การนำพระพุทธศาสนามาสู่สุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก ฟังแต่ชื่อก็แล้วกัน ปฐม ก็คือ ที่หนึ่ง คือ พระเจดีย์องค์แรก

ท่านกล่าวต่อไปว่า คงบรรจุพระธาตุพระอรหันต์ รวมทั้ง พระบรมสารีริกธาตุด้วย เมื่อมีการบูรณะแต่ละครั้ง ผู้จารึกเรื่องราว มักบันทึกเป็นปัจจุบันเสีย ประวัติศาสตร์เบื้องต้นจึงไม่ติดต่อ ขาดเป็นขั้นเป็นตอนว่า คนนั้นสร้างบ้าง คนนี้สร้างบ้าง แล้วแต่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น

คำพูดแต่ละยุค มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสมัย ย้อนถอยหลังกลับไป คำว่า ประเทศพม่า คนไทยจะไม่รู้จัก รู้จักพม่าว่า เมืองมัณฑะเลย์หรือหงสาวดี และ คนพม่า ก็จะไม่รู้จักคำว่า ประเทศไทย จะรู้จักไทยว่า เมืองอโยธยา เรื่องราวเหล่านี้ ผู้เล่าได้ฟังมาจาก ท่านพระอาจารย์มั่น และ พระอาจารย์ชอบ

ต่อไปจะได้เล่าเรื่อง ชนชาวไทย ชนชาวลาว

ท่านพระอาจารย์เล่าว่า ชาวลาว ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ก็คือ ชาวนครราชคฤห์ หรือ รัฐมคธ เช่นเดียวกับ ชาวไทย ไทยและลาว จึงเป็นเชื้อชาติเดียวกัน แต่หนีตายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาคนละสาย

ลาว เข้าสู่แดนจีน จีน จึงเรียกว่า พวกฮวน คือ คนป่าคนเถื่อนที่หนีเข้ามา โดยชาวจีนไม่ยอมรับ จึงมีการขับไล่เกิดขึ้น (ประวัติศาสตร์ไทยเขียนไว้ว่า ไทยมาจากจีน เห็นจะเป็นตอนนี้กระมัง)

ความจำเป็นเกิดขึ้น จึงมีการต่อสู้แบบจนตรอก ถอยร่นลงมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ตามสายญาติ คือ ไทย สู่ สิบสองจุไทย สิบสองปันนา หนองแส และ แคว้นหลวงพระบาง ปัจจุบันก็ยังมีคนไทยตกค้างอยู่

พอถอยร่นลงมาถึง นครหลวงพระบาง เห็นว่าปลอดภัยแล้ว และ ภูมิประเทศก็คล้ายกับ นครราชคฤห์ จึงได้ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นั่น  และ อยู่ใกล้ญาติที่สุวรรณภูมิด้วย คือ นครปฐม เป็นพวกที่มาตั้งอยู่ก่อน และ พวกที่เข้ามาตอนหนีตายคราวนั้น

การสร้างบ้านแปลงเมืองเป็นมาโดยราบรื่น โดยให้ชื่อว่า “กรุงศรีสัตตนาคนหุต” (เมืองล้านช้าง) จนถึง พระเจ้าโพธิสาร เป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์มีราชโอรส 2 พระองค์ ชื่อเสียงท่านไม่ได้บอกไว้

พอเจริญวัย พระเจ้าโพธิสาร ทรงเห็นว่า เมืองปัจจุบันคับแคบ มีภูเขาล้อมรอบ ขยายขอบเขตยาก การเกษตรกรรมทำนาไม่เพียงพอ และ เพื่อเป็นการขยายอาณาจักรด้วย

จึงส่งราชโอรสองค์ใหญ่ ไปตาม ลำแม่น้ำโขง มาถึง เวียงจันทน์ จึงได้ตั้งบ้านเรือนขึ้น มีเมืองหลวง ชื่อว่า “กรุงจันทบุรีศรีสัตตนาคนหุต”

ส่วนพระราชโอรสองค์น้อง ได้ไปตาม ลำน้ำน่าน มาตั้งบ้านเมืองอยู่ที่ สุโขทัย โดยมีเมืองหลวง ชื่อว่า “กรุงสุโขทัย”

ท่านพระอาจารย์ แปลให้ฟังด้วยว่า “สุโขทัย” แปลว่า “ไทยเป็นสุข” เหตุที่อยู่ที่นี้ เพราะปัจจัยในการครองชีพเอื้ออำนวย และใกล้ญาติทาง นครปฐม ไปมาหาสู่ก็สะดวก ท่านว่าอย่างนี้

นครปฐม ก็มีเมืองหลวง คือ “ทวาราวดีศรีอยุธยา” ที่เรียกว่า ยุคทวาราวดี นั่นเอง

เวียงจันทน์ จึง เป็นพระเจ้าพี่ , สุโขทัย เป็น พระเจ้าน้อง

นครปฐม สุโขทัย หลวงพระบาง เวียงจันทน์ ก็คือ ชนชาติชาวราชคฤห์ ในครั้งพุทธกาล นั่นเอง

การอพยพหนีตายคราวนั้น บางพวกลงเรือข้ามทะเล ไปขึ้นฝั่งที่ นครศรีธรรมราช ก็มี ซึ่งมี พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เป็นสักขีพยานว่า

ชาวใต้ ทั้งหมดก็เป็น ชนชาติรัฐมคธ ในครั้งพุทธกาล เหมือนกันกับ ชาวพม่า มอญ กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ ก็คือ ชาวโกศล ในครั้งพุทธกาลนั้นเอง

พุทธภาษา

มคธภาษา หรือ บาลีภาษา เป็นภาษาที่ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้มาโดยเฉพาะ เรียกว่า “พุทธภาษา”

วันหนึ่งผู้เล่ากลับบ้านถิ่นกำเนิด เพื่อทำบุญให้มารดาผู้บังเกิดเกล้า กลับมานมัสการ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้โอกาสขอนิสัยตามวินัยกรรม กล่าวคำขอนิสัยจบประโยคว่า “นิสฺสาย อสฺสามิ”

“ผิด เป็น ‘วจฺฉามิ’ จึงจะถูก” ท่านเตือน

ผู้เล่าคิดว่า พวกชาวมคธ เวลาเขาพูดกัน เขาพูดอย่างนี้ แสดงขั้นสูงหรือคำสูงนิเทศ แสดงออกเป็นอุเทศ เป็นพุทธภาษา นิเทศแสดงแก่ชาวมคธก่อน ปฏินิเทศแสดงเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก อย่างกว้างขวาง อุปมาอุปไมย เพื่อให้ชาวโลกเข้าใจเนื้อหาแห่งพระธรรมนั้นๆ

เมื่อพระพุทธศาสนานี้หมดลง ภาษานี้ก็จะอันตรธานไปด้วย จนกว่าพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ด้วยภาษานี้ มิฉะนั้นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็ไม่น่าอัศจรรย์ เพราะภาษาชาติต่างๆ ใครก็พูดได้ เหตุนี้จึงเรียกว่า มคธภาษา เพราะ พระพุทธเจ้า ตรัสเทศนาเผยแพร่แก่ ชนชาวมคธ เป็นครั้งแรก

ชาวมคธ คือใคร?  ก็คือ ชาวไทย นี้แหละ

ดูแต่ภาษาที่เราพูดกันแต่ละคำ ทั้งภาษาสามัญ และ ภาษาทางการ ล้วนแต่ พุทธภาษา ทั้งนั้น ฉะนั้นไม่มีชาติไหนจะพูดเขียนภาษานี้ได้ถูกต้องที่สุด พร้อมทั้งอักขรฐานกรณ์ ทั้งภาคพยางค์ เพราะ ชาวมคธยอมรับนับถือนำมาใช้ก่อน จึงเรียกว่า มคธภาษา

จำเป็นต้องคง พุทธภาษา นี้ไว้ เพราะทรงไว้ซึ่ง พุทธวจนะ หรือ พระไตรปิฎก ถ้าใช้ภาษาของชาติต่างๆ ที่แปลออกมาแล้ว ผู้ปฏิบัติเห็นแก่ง่าย จะตีความเข้าข้างตนเองมากขึ้น พุทธวจนะ ก็วิปริตได้ จะแปลเป็นภาษาของชาติไหนๆ แต่พุทธภาษาก็ยังคงกำกับไว้อยู่ เช่น ภาษาไทยฉบับบาลี หรือ ชาติอื่นๆ เช่น อังกฤษ ก็มีบาลีภาษากำกับ

ทุกชาติจึงเรียก บาลีภาษา คือ รักษาไว้ซึ่ง พุทธวจนะ นั่นเอง

พุทธภาษา เป็นภาษาที่มีอักขระ คือ สระ และ พยัญชนะ พร้อมทั้งฐานกรณ์ ไม่ขาดไม่เกิน ไม่เหมือนภาษาสามัญ เช่น อักษรไทย-เกินไป อักษรอังกฤษ-ไม่พอ

จึงเรียกว่า “ตันติภาษา” ภาษาที่มีระเบียบแบบแผน สืบทอดกันมาตั้งแต่ พระพุทธเจ้า องค์ก่อนๆ บัณฑิตนักบาลีไวยากรณ์รู้ดี  เพราะ บัณฑิตเหล่านี้เป็นบัณฑิตโดยเฉพาะ “ตสฺสตฺโถ ปณฺฑิเตน เวทิตพฺโพ” ภาษานี้เป็นภาษาท่องจำ สังวัธยาย สวดมนต์ และบันทึกลงเป็นอักษร ทั้งกระดาษ ใบลาน และ วัสดุที่ควรต่างๆ ไม่ใช่ภาษาที่ชาติใดๆ ใช้พูดกันในโลก

พุทธภาษา นี้มีความมหัศจรรย์ พระพุทธเจ้า ตรัสได้ 8 คำ พระอานนท์พูดได้ 1 คำ พระอานนท์พูดได้ 8 คำ สามัญชนพูดได้ 1 คำ

อุทาหรณ์ ประเทศไทยเป็น “ปฏิรูปเทส” พระพุทธเจ้า ตรัสว่า

ปฏิรูปเทสวาโส จ ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา อตฺตสมฺมาปณิธิ จ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ

สามัญชนพูดได้คำเดียวนี้ คือ ความมหัศจรรย์ของพุทธภาษา หากเป็นภาษาสามัญชน ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็ไม่เป็นของมหัศจรรย์

นี่คือคำพูดของท่านพระอาจารย์มั่น ที่ผู้เล่าได้ฟังมา

อ่านข้อมูลฉบับเต็มได้ที่เว็บ:-

http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-mun/lp-mun-hist-06-05.htm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s